วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บุคคลต่างชาติที่มาสร้างประโยชน์ในไทย

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

..... ประวัติศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เดิมชื่อ CORRADO FEROCI เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2435 ตำบลซานยิโอวานนี เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี บิดาชื่อ นายอาร์ทูโด มารดาชื่อ นางซันตินา มีอาชีพทำธุรกิจการค้า ท่านได้สมรสกับนาง FANNI VIVIANI มีบุตรด้วยกัน 2 คน บุตรหญิงชื่ออิซาเบลลา ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจ บุตรชายชื่อ โรมาโน เป็นสถาปนิก

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวฟลอเรนซ์ เมืองที่เต็มไปด้วยศิลปะ เมื่อเยาว์วัยท่านชื่นชมผลงานศิลปกรรมของไมเคิล แองเจโล ประติมากรเอกของโลกชาวฟลอเรนซ์ เมื่อโตขึ้นจึงได้เข้าศึกษาศิลปะที่ราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ จบการศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง 23 ปีเท่านั้น ได้รับประกาศนียบัตรช่างเขียนช่างปั้นและเข้าสอบชิงตำแหน่งศาสตราจารย์ได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

ผลงานในวัยหนุ่มที่ได้รับยกย่องและมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะของศิลปิน คือ ได้รับรางวัลชนะการประกวดออกแบบอนุสาวรีย์หลายครั้ง

ชีวิตในวัยหนุ่ม

ในวัยหนุ่มของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นวัยที่มีพลัง ดังนั้นท่านจึงไม่พอใจในสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ในสังคมที่เจริญแต่เพียงด้านวัตถุในประเทศอิตาลีสมัยนั้น เมื่อท่านได้ทราบข่าวว่ารัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ต้องการช่างปั้นชาวอิตาเลี่ยน เพื่อเข้ามารับราชการงานอนุสาวรีย์ในประเทศไทย ท่านจึงยื่นความจำนงพร้อมผลงานเข้าแข่งขันกับศิลปินอีกจำนวนมาก ในที่สุดรัฐบาลไทยได้เลือก Prof. C. Feroci เข้ามารับราชการในประเทศไทย

เริ่มแรกในเมืองไทย

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ออกเดินทางโดยทางเรือจากประเทศอิตาลีถึงกรุงสยาม ในราวต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2466 อายุได้ 31 ปี เข้ารับราชการในตำแหน่งช่างปั้นของกรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ 14 มกราคม ปีเดียวกัน โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ศิลปินเอกแห่งกรุงสยามเป็นองค์อุปถัมภ์

ในระยะแรกเป็นช่วงเวลาที่ท่านต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมแวดล้อมและการเมือง อีกทั้งยังต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับของผู้มีอำนาจในสมัยนั้น ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างผลงาน รัฐบาลไทยจึงได้ยอมรับท่านเรื่อยมา เช่น มอบหมายให้ปั้นพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 เท่าพระองค์จริง ปัจจุบันประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร และปั้นพระรูปสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฯลฯ
งานอนุสาวรีย์ในเมืองไทย

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ประสงค์ที่จะใช้บุคลากรที่เป็นคนไทยในการทำงานศิลปะ เมื่อท่านได้มีโอกาสจัดสร้างอนุสาวรีย์ ท่านได้ฝึกฝนกุลบุตรกุลธิดาของไทยให้ได้ศึกษาเรียนรู้วิชาการปั้น และการหล่อโลหะขนาดใหญ่ การจัดสร้างอนุสาวรีย์ในยุคสมัยของท่านดังกล่าว นับเป็นยุคแรกที่ได้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญขึ้นในประเทศไทย

ผลงานที่สำคัญซึ่งปรากฏเห็นในปัจจุบันมีดังนี้

• พระบรมราชานุสาวรีย์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีขนาด 3 เท่าคนจริง ประดิษฐานที่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านเป็นช่างปั้น และเดินทางไปควบคุมการหล่อที่ประเทศอิตาลี สร้างเมื่อ พ.ศ. 2472

• อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2477

• รูปปั้นหล่อประกอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2485

• พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สวนลุมพินี สร้างเมื่อ พ.ศ. 2484

• พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2493

• พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดสุพรรณบุรี สร้างเมื่อ พ.ศ. 2497

• รูปปั้นประดับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน

• พระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล 25 พุทธศตวรรษ ที่จังหวัดนครปฐม พ.ศ .2498 ฯลฯ

นอกจากนั้นยังมีโครงการที่ทำยังไม่แล้วเสร็จอีกคือ พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดลพบุรี เป็นต้น






ผลงานด้านการศึกษา

ด้วยเหตุที่ท่านได้ฝึกฝนเยาวชนไทยให้เข้าช่วยงานปั้นอนุสาวรีย์ จึงเป็นแรงบันดาลใจท่านจัดตั้งโรงเรียนของทางราชการขึ้นในปี พ.ศ. 2469 โดยสอนเฉพาะวิชาประติมากรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 ทางกระทรวงธรรมการได้เห็นความสำคัญในสิ่งที่ท่านทำ จึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นโรงเรียนศิลปากร จัดทำหลักสูตรศิลปกรรมชั้นสูง 4 ปี ต่อมาโรงเรียนแห่งนี้ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี พ.ศ. 2486 ปัจจุบันมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นสถาบันการศึกษาอุดมศึกษาสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย
ผลงานด้านเอกสารทางวิชาการ

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีผลงานทางด้านเอกสารทางวิชาการ ตำรา และบทความมากมาย ซึ่งล้วนแต่ให้ความรู้ทางศิลปะ พยายามชี้ให้เห็นคุณค่าของศิลปะ เช่น ทฤษฎีของสี ทฤษฎีแห่งองค์ประกอบศิลป์ คุณค่าของจิตรกรรมฝาผนัง ศิลปะและราคะจริต อะไรคือศิลปะ ภาพจิตรกรรมไทย พรุ่งนี้ก็ช้าเสียแล้ว ฯลฯ ตลอดเวลาที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้เดินทางเข้ามารับราชการและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ท่านได้ทุ่มเทความรัก ความรับผิดชอบให้แก่งานราชการอย่างมหาศาล แม้ว่าท่านอยู่ในฐานะของชาวต่างชาติก็ตาม ต่อมาในปี พ.ศ. 2485 ท่านได้โอนสัญชาติเป็นไทยและเปลี่ยนชื่อเป็นไทย พ.ศ. 2502 สมรส กับ คุณมาลินี เคนนี และใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยตลอดอายุของท่าน

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจและโรคเนื้องอกในลำไส้ที่โรงพยาบาลศิริรราช เมื่อคืนวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 รวมอายุได้ 69 ปี 7 เดือน 29 วัน ท่านได้อุทิศตนให้กับราชการไทยเป็นเวลาทั้งสิ้น 38 ปี 4 เดือน

บุคคลสำคัญคนไทย

พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช


ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ ที่จังหวัดสิงห์บุรี เป็นบุตรคนสุดท้องของพลโท พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบกับหม่อมแดง ปราโมช สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี(พระพันปีหลวง) พระราชทานชื่อว่า “คึกฤทธิ์”

เริ่มต้นเรียนหนังสือที่บ้านกับ ม.ร.ว.บุญรับ ปราโมช (พี่สาวใหญ่) จนสามารถอ่านหนังสือภาษาไทยได้เมื่ออายุ ๔ ปี เป็นลูกศิษย์แหม่มโคลที่โรงเรียนวังหลัง(ปัจจุบันคือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) เมื่ออายุ ๖ ปี และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ จึงเดินทางไปศึกษาต่อระดับมัธยมฯ ที่โรงเรียน Trent ประเทศอังกฤษ จบปริญญาตรีเกียรตินิยมสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์(P.P.E.) จากมหาวิทยาลัย อ๊อกฟอร์ด

หลังจากสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เข้ารับราชการที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลังอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้ลาออกจากราชการเพื่อทำงานที่ธนาคารสยามกัมมาจล จำกัด หรือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ในปัจจุบัน และสมรสกับ ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ ในพ.ศ. ๒๔๘๐ มีบุตรชายคือ ม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช และบุตรสาวคือ ม.ล.วิสุมิตรา ปราโมช ต่อมาถูเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร โดยได้รับยศเป็นสิบตรีและเข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๔) ในพ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตรี นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์

เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๖ ได้เริ่มงานใหม่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย สำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการธนาคาร วิชาบัญชีและวิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสาตร์และการเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเริ่มเข้าสู่วงการเมืองเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙

M.R.Kukrit Pramojม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พร้อมด้วยมิตรสหาย อาทิ นายสุวิชช์ พันธุ์เศรษฐ นายสอ เสถบุตร พระยาสุรพันธ์เสนี ดร.โชติ คุ้มพันธ์และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ เป็นต้น ได้จัดตั้ง พรรคก้าวหน้า เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ริเริ่มตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศไทย ในช่วงต้นพุทธศักราช ๒๔๘๙ ท่านได้นำวิธีการหาเสียงที่เรียกว่า ไฮด์ปาร์ก หรือการอภิปรายในที่สาธารณะมาใช้ครั้งแรกในประเทศไทย จนทำให้ท่านได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกของเขตดุสิต จังหวัดพระนคร

การเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้มีโอกาสเป็นเลขานุการ คณะกรรมการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๔๘๙ ในระหว่างนั้นได้เกิดความแตกแยกขึ้นในพรรคก้าวหน้า ท่านจึงยุบพรรคและได้เข้าร่วมกับนายควง อภัยวงศ์ ก่อตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายควง อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรองหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรก นายควง อภัยวงศ์ อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนกระทั่งจอมพล ป. พิบูลสงครามได้กระทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๑ และบังคับให้คณะรัฐมนตรีลาออก พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติขึ้นเงินเดือนของตนเอง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงลาออกจากสมาชิกภาพของผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๙๑ หลังจากนั้นอีก ๒ เดือน ได้รับเชิญจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์บีบคั้นในสภา ท่านจึงลาออกเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๔๙๒ และถือเป็นการยุติบทบาททางการเมืองในช่วงแรก

M.R.Kukrit Pramojม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ และในระหว่างที่ทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก็ได้ทำหน้าที่ทางการเมืองไปด้วยพร้อมกัน โดยยอมรับตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๒ อย่างต่อเนื่องไปจนถึง พ.ศ.๒๕๑๑ บทบาที่สำคัญที่สุดทางการเมืองคือ เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ และได้สร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยรวบรวมพรรคเล็กต่างๆ จัดตั้งรัฐบาลขึ้นและเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๓ โดยมีเสียงสนับสนุนเพียง ๑๘ เสียงเท่านั้น ผลงานที่สำคัญ คือ นโยบายการผันเงินสู่ชนบท การตั้งสภาตำบล ผู้มีรายได้น้อยโดยสารรถประจำทาง และเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าบริการ และบุตรได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล และการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่ออายุ ๗๔ ปี ในปลาย พ.ศ.๒๕๒๘ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม และไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ซึ่งถือเป็นการวางมือทางการเมือง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นับแต่นั้นมา แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองไทย ในฐานะนักวิเคราะห์และวิจารณ์การเมือง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลักประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๓ ได้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมอีกครั้งหนึ่ง และลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นการถาวรเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๔

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชได้เริ่มเขียนหนังสือลงในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ งานชิ้นแรกเป็นบทสักวา ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน เกียรติศักดิ์ ไม่ใช้นามแฝงหรือนามปากกา และต่อมาได้เขียนนวนิยายการเมืองในรูปแบบของ นวนิยายกึ่งพงศาวดาร เช่น เรื่องโจโฉ นายกตลอดกาล เป็นต้น

บทบาทของการเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อท่านร่วมกับนายสละ ลิขิตกุล ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๓ โดยท่านเป็นทั้งเจ้าของ ผู้อำนวยการ และนักเขียนประจำ นอกเหนือจากการตอบปัญหาประจำวันแล้ว คอลัมน์พิเศษของท่านในหนังสือพิมพ์สยามรัฐคือ ข้าวนอกนา(พ.ศ.๒๕๑๙) ข้าวไกลนา(พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐) คลื่นใต้น้ำ(พ.ศ.๒๕๒๐) ข้างสังเวียน(พ.ศ.๒๕๒๐-๒๕๒๓) และซอยสวนพลู(พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๓๘) ซึ่งถือว่าเป็นเสียงแห่งเหตุผล ในระยะที่สังคมไทยเต็มไปด้วยความสับสน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน

นอกจากการปฏิบัติภาระหน้าที่ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ชนรุ่นหลังยังจะรู้จักท่านในฐานะ ผู้มีผลงานด้านวรรณศิลป์ที่โดดเด่นมากกว่า ๒๐๐ เรื่อง ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล หนังสือบางเล่มได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง เช่น สี่แผ่นดิน ไผ่แดง หลายชีวิต ซูสีไทเฮา เป็นต้น และได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในพ.ศ.๒๕๒๘

M.R.Kukrit Pramojทางด้านศิลปวัฒนธรร ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นบุคคลสำคัญที่ได้ช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใ ห้เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันไทยคดีศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ รับผิดชอบในเรื่องการศึกษาค้นคว้าความรู้ ที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยนักวิชาการไทย แทนที่จะพึ่งพิงองค์แห่งความรู้ จากผลงานค้นคว้าของนักวิจัยชาวต่างประเทศ เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำหลักสูตร และเป็นผู้สอนวิชาอารยธรรมไทย ทั้งด้านศาสนา การเมือง การปกครอง เศรษฐศาสตร์ วรรณศิลป์ นาฏศิลป์และดนตรีไทยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทสได้นำไปเป็นแบบในการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครอบครูพระพิราพ ในพิธีไหว้ครูและพิธีครอบโขนละครเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ได้ฟื้นฟูการแสดงโขนให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป และได้ก่อตั้ง “โขนธรรมศาสตร์” ขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๕๐๙ เพื่ออบรมเยาวชนไทยให้เข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมไทย โดยผ่านสื่อนาฏศิลป์

ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้เริ่มปรากฏอาการป่วยเป็นระยะๆ ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๘ และถึงอสัญกรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๘ สถิตย์อยู่แต่ความดีงาม และความเป็นปูชนียบุคคลให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึง